ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

รู้ไม่ทันกิเลส

๒๓ เม.ย. ๒๕๖o

รู้ไม่ทันกิเลส

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๐

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : เรื่อง รู้ทันความคิด

กราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพ ขอบพระคุณหลวงพ่อในการตอบคำถามครั้งที่ผ่านมาเรื่องพระวินัย พระโพสต์ธรรมะ

หลวงพ่อ : เขาว่านะ

ถาม : ซึ่งก็เป็นเครื่องวัดในการที่ผมเลือกครูบาอาจารย์ได้เลย ผมรู้สึกว่าชีวิตนี้มีค่ามาก และได้ชีวิตคืนมา แต่ทั้งนี้เมื่อปฏิบัติต่อมา จึงขออนุญาตเรียนถามหลวงพ่อ

แนวทางการปฏิบัติก่อนหน้านี้ผมปฏิบัติด้วยการรู้ทันความคิด (ดูจิตหลงก็รู้ มีสติอยู่กับชีวิตประจำวัน บางครั้งทำความรู้สึกตัวให้ตื่นอยู่ตลอดคืน ทำบ่อยๆ ก็เกิดความรู้แปลกๆ รู้เห็นความคิดคนอื่น ทักคนอื่นได้ แก้ปมในใจเขาได้ ทำไปไม่นาน ความรู้นี้ก็เสื่อมไป ปัจจุบันผมเปลี่ยนมาอยู่กับพุทโธๆ เห็นได้ชัดว่าใจมันหวั่นไหวน้อยลง สามารถสงบใจเข้ามาและแก้ไขตัวเองได้ดีขึ้น จึงอยากทราบว่าแนวทางปฏิบัติที่ผมทำเมื่อก่อนรู้ทันความคิด และรู้ทันความคิดเข้าถึงมรรคผลได้จริงไหม หรือที่ไม่ได้ผลเป็นเพียงแต่ผมทำไม่จริงและไม่ถูกจริต

การที่ผมไปทักหรือไปแก้คนอื่น แม้เขาจะบรรเทาทุกข์ได้ แต่เหมือนยังเวียนในโลกอยู่ในกระทะขนมครกเดียวกัน แค่แงะเขาจากหลุมหนึ่งไปสู่หลุมหนึ่ง ก็ยังวนกันใหม่ในกระทะลูกเดิม ต่างคนต่างก็ไม่เคยออกจากกระทะ ผมจึงเลิกทิ้งไปเลย อันนี้เห็นควรอย่างไรครับ

แนวทางปฏิบัติเดิมส่งมาเพื่อพระอาจารย์พิจารณาครับ โดยเฉพาะในเว็บไซต์เนาะ

ตอบ อันนี้เดี๋ยวเราให้เจ้าหน้าที่เขาดู เพราะเราเอง เราเข้าไม่เป็นหรอก เพราะเราไม่เคยยุ่งเรื่องนี้เลย อันนี้เขาถามตั้งแต่เริ่มต้นไง เริ่มต้นที่บอกว่าเขาเขียนมาตั้งแต่ต้น ขอบพระคุณหลวงพ่อที่ตอบคำถามครั้งที่ผ่านมาเรื่องพระวินัย เพราะเขาว่ามีพระไปโพสต์ธรรมะแล้วเขาไปศึกษานั่นน่ะ

ศึกษาก็ส่วนศึกษา ส่วนของเรา เราก็ศึกษานะ เราอยู่กับครูบาอาจารย์มา เราพยายามแบบอ่อนน้อมถ่อมตน คือพยายามจะทำความใกล้ชิด คือพยายามทำข้อวัตร เราพยายามทำข้อวัตรนะ ไปอยู่กับครูบาอาจารย์องค์ใดก็แล้วแต่ เราก็มีวาสนานะ ตั้งแต่สมัยหลวงปู่ฝั้นท่านเสียชีวิตใหม่ๆ เวลางานศพหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่วัน หลวงปู่จวน ครูบาอาจารย์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่บัวพา หลวงปู่ก็แล้วแต่ เราได้สรงน้ำท่านทั้งนั้น เพราะตอนที่มาช่วยงาน เราอยู่หน้าที่ต้มน้ำร้อน ต้มน้ำร้อนมันต้องเอาน้ำร้อนไปส่ง อย่างครูบาอาจารย์เราได้ถูหลัง ได้ขัดหลัง ได้สรงน้ำมาทั้งนั้น แล้วเราสรงน้ำครูบาอาจารย์ ทำความคุ้นเคยกับท่าน

แล้วพอตกกลางคืน เรานวดเส้นไม่เป็นนะ เรามันฝึกหัด แต่แบบว่าความสามารถไม่ถึง แต่แต่กลางคืนเขาจะมีนวดเส้นถวายครูบาอาจารย์ เราก็ไปนวดกับเขา เราไม่เป็นหรอก แต่เราก็ไปคลำๆ กับเขานั่นน่ะ คลำๆ กับเขาเพื่อความใกล้ชิด เพื่อความคุ้นเคย แล้วเดี๋ยวนี้เวลาที่ตอบปัญหาอยู่ ตอบปัญหาอยู่นี่ก็ประสบการณ์อันนั้น

ครูบาอาจารย์นะ เราเคยนะ เราเคยไปอยู่สมัยนั้น หลวงปู่สุวัจน์ หลวงปู่สุวัจน์เราก็ไปสรงน้ำท่าน แล้วก็มานวดเส้นท่าน แล้วท่านถามว่า หงบ เอ็งมาจากไหน” เวลาเราเที่ยวธุดงค์อยู่ ส่วนใหญ่เราจะบอกว่า เรามาจากจังหวัดราชบุรี เราจะไม่บอกว่ามาจากไหน เราจะบอกว่ามาจากจังหวัดราชบุรี พอบอกมาจากจังหวัดราชบุรีนะ ท่านบอกเลย เออสมัยท่านไปภูเก็ต ท่านเดินทางรถไฟไป มันทุกสถานีเลย บ้านเราทั้งนั้น

ท่านบอกเลยนะ เวลาเดินผ่านไป ไปปักกลดตอนกลางคืน ต้องพักนอนใช่ไหม ท่านไปภูเก็ต ท่านเดินไปนะ แล้วโยมเขามาคุยธรรมะด้วย ท่านก็เทศน์ ท่านแสดงธรรม สุดท้ายแล้วโยมเขาถามว่า ท่านอาจารย์จะไปไหน” “จะไปภูเก็ต” “ทำไมท่านอาจารย์ไม่ขึ้นรถไฟล่ะ” ท่านก็เฉย แล้วก็เดินผ่านไป รุ่งขึ้นไปอีก ทุกสถานีเลยถามว่า จะไปไหน” “จะไปภูเก็ต” “ทำไมไม่ขึ้นรถไฟล่ะ” แล้วก็เฉย ท่านก็เดินต่อไป แล้วท่านก็พูดกับเราไง มันไม่ซื้อตั๋วให้สักใบ มันมีแต่ถาม มีแต่ถาม เดินไปถึงภูเก็ต ถามทั้งตลอดทางเลย

มันน่าอายไหม มันน่าอายเนาะ มันบ้านเราด้วย มันน่าอาย แต่มันเห็นว่าท่านเคร่งมั้ง ก็ไม่กล้าถามไง ท่านอาจารย์จะไปไหน” “จะไปภูเก็ต” “แล้วทำไมไม่ขึ้นรถไฟล่ะ” ท่านก็ไม่พูดว่าท่านไม่มีเงินไง เพราะท่านไม่มีเงิน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ท่านเดินมาตัวเปล่า ท่านอาจารย์ไม่ขึ้นรถไฟล่ะ” คนที่มีคุณธรรม คนที่จิตใจที่ท่านซื่อสัตย์ ท่านไม่พูด ไม่พูดเคาะ ไม่พูดเผดียงเพื่อจะได้มาด้วยลาภ ด้วยลาภนะ ด้วยตั๋วรถไฟที่ตัวเองจะไม่ต้องเดินเหนื่อยยากไปเป็นเดือนๆ ท่านยังไม่เอ่ยปากเลย เราเคารพครูบา-อาจารย์ที่เป็นจริง

ท่านอาจารย์จะไปไหนล่ะ” “จะไปภูเก็ต” “ทำไมท่านอาจารย์ไม่ขึ้นรถไฟล่ะ” ท่านก็เฉย แต่ในใจนะ ทำไมเอ็งไม่ซื้อตั๋วให้เราล่ะ ทำไมเอ็งไม่ซื้อตั๋วล่ะ มันไม่มีเงินซื้อตั๋ว ถามทุกคนเลย แต่ไม่มีใครซื้อตั๋วให้สักใบ ท่านบอกท่านเดินถึงภูเก็ตเลย นี่หลวงปู่สุวัจน์ ท่านพูดกับเราเอง เราเป็นคนไปสรงน้ำ เป็นคนนวดเส้น

เราจะบอกว่า ที่ว่าการศึกษาๆ เราก็ศึกษา เพราะสมัยเราบวชใหม่ๆ นะ เราหิวเรากระหายมาก เราอยากหาครูบาอาจารย์ที่ชี้ทางได้ เราอยากหาครูบาอาจารย์ที่บอกเส้นทางได้ แล้วบวชใหม่ๆ นะ ด้วยสายตาของปุถุชนนะ เราก็หาเจอครูบาอาจารย์ไปไหนมาสามวาสองศอก ถามเรื่องหนึ่ง ตอบไปอีกเรื่องหนึ่ง แล้วเวลาตอบแล้วเราก็มีวุฒิภาวะก็ดันเชื่อนะ ใครตอบอะไรมาอู้ฮูมันมหัศจรรย์ไปหมดเลยนะ แล้วพอปฏิบัติไปมันไม่ใช่ทางเลย

แล้วพอสุดท้ายพอไปเจอหลวงปู่จวน หลวงปู่จวนตอบถูกครั้งแรกไงอวิชชาอย่างหยาบของท่านสงบตัวลง อวิชชาในใจของท่านอีกมหาศาลเลย ยิ่งอวิชชาอย่างละเอียดนะ โอ้โฮมันครอบงำท่านเต็มหัวใจเลย” โอ้โฮพูดไม่ออกเลยนะ ไม่มีใครพูดอย่างนี้เลย นี่ไง เวลาแสวงหาครูบาอาจารย์

เวลาเราแสวงหาครูบาอาจารย์ที่ท่านไม่เป็นจริง เราก็ไม่มีวุฒิภาวะไปรู้หรอกว่าท่านจริงหรือไม่จริง ไม่รู้หรอก แต่เรายิ่งภาวนาขึ้นมามันมีปัญหาไปเรื่อย มีปัญหา มันมีความขัดแย้งในใจไปเรื่อย แล้วใครก็แก้ไม่ได้ แต่พอไปเจอคนที่แก้ได้ เอ้อมันต้องอย่างนี้สิ” พออย่างนี้สิแล้วมันหายสงสัยไง พอหายสงสัย คนที่หายสงสัย ทำอะไรแล้วมันก็ตั้งใจใช่ไหม คนที่หายสงสัย ทำแล้วมันก็มั่นคงใช่ไหม พูดถึงว่าแสวงหาครูบาอาจารย์นะ

เราแสวงหาครูบาอาจารย์มามาก เราถึงนั่งพูดอยู่นี่ไง ไอ้ที่นั่งพูดอยู่นี่ นั่งพูดอยู่นี่ก็เพราะว่าสงสารไง เราเองทุกข์มาก่อน เราเองแสวงหามามาก แล้วก็โดนหลอกมาเยอะ ไอ้คำว่า โดนหลอกมาเยอะๆ” เราไม่อยากเอ่ยชื่อพระที่หลอก พระที่หลอกยังอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้เยอะแยะ ไอ้พระที่หลอกๆ พระที่หลอกเพราะอะไร พระที่หลอกมันบอกเส้นทางแล้ว พอเราไปแล้วมันหลงทางทั้งนั้น

พอเรามาถูกทาง คนที่มาถูกทางแล้วมันถึงจะรู้ว่าเส้นทางที่เดินมาไม่ใช่ คนที่ยังไม่เคยเดินเส้นทางถูกทางมันก็เดินไปตามเส้นทางนั้น เพราะมันไม่มีเส้นทางที่จะไป แต่พอมันเดินถูกทาง ไอ้เส้นทางที่มันเดินมามันผิด มันรู้ชัดเจนเลย รู้ชัดเจนแล้วแสดงว่าเขาก็ไม่รู้จริงไง เขาก็โกหกไง แล้วเขาก็ยังพูดเดิมๆ อยู่อย่างนั้น แล้วคนก็ยังเชื่อ

เมื่อก่อนเราเชื่อ เดี๋ยวนี้ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ พอไม่เชื่อแล้ว เวลาเทศน์ทุกเช้าเลย กาลามสูตรๆ กาลามสูตรเขาไม่ให้เชื่อนะ ไม่ให้เชื่อว่าอาจารย์เราพูด ไม่ให้เชื่อว่ามันน่าจะเป็นไปได้ มันต้องพยายามประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นความจริงในใจขึ้นมา ความจริงในใจของเรากับคำบอกนั้นถ้ามันตรงกัน ใช่ แล้วถ้าใช่แล้วเราไม่ต้องถามใครเลย

นี่พูดถึงว่า เขาพูดถึงที่เขาขอบคุณ ที่ว่าเขาเคยปฏิบัติแนวทางนี้ แล้วสุดท้ายแล้วเริ่มต้นเขาดูจิตมาก่อน พอดูจิตมาก่อนมันไม่มีทางไป” ก็ปฏิบัติตามพระโพสต์ธรรมะไง แล้วพระโพสต์ธรรมะมา แล้วเขาถามปัญหามา เราก็พูดถึงเรื่องวินัย เราไม่ได้พูดถึงใครทั้งสิ้น เราพูดถึงเรื่องวินัย เรื่องวินัย ดูสิ อย่างที่ว่าหลวงปู่สุวัจน์ เราไปจับเส้นท่านเอง ไอ้หงบ มึงมาจากไหน

จังหวัดราชบุรี

อ๋อราชบุรี เราเคยเดินผ่านไป ทุกสถานีเลย มันถามว่าทำไมไม่ขึ้นรถๆ มันไม่เคยซื้อตั๋วให้สักใบหนึ่ง

โอ้โฮหน้านี่ม้านเลยเรา แต่แต่ทำไมท่านพูดกับเราล่ะ ท่านพูดกับเราเพราะท่านเห็นความจริงใจไง ความจริงใจ ความจริงจัง ความใฝ่รู้ของคน ครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนท่านก็ต้องดูคน เราไปด้วยหัวใจที่มันโหยหา แล้วท่านเองท่านก็ดูแล นี่พูดถึงว่าหัวใจที่ท่านเป็นธรรม ถ้าหัวใจที่เป็นธรรมนะ ท่านพูดด้วยตรงไปตรงมา สะอาดบริสุทธิ์ แล้วสะอาดบริสุทธิ์นะ แล้วถ้าเรามีความเพียร มีความวิริยะ มีความอุตสาหะ ให้ทำได้อย่างนั้นนะ โอ้โฮมันเข้ากันทั้งหมดล่ะ

นี่พูดถึงว่า เราพูดถึงวินัย ถ้าวินัยนะ ถ้าคนที่มีสัตย์ เขาไม่มีหน้าไหว้หลังหลอก ไม่มีลับลมคมใน ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เวลาพูดไม่มีหรอก พูดโดยสัจจะโดยความจริง นี่พูดถึงถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นจริง ถ้าท่านไม่เป็นจริงนะ เพราะอะไร เพราะเขาก็ยังวันนี้พูดอย่างหนึ่ง พอพรุ่งนี้พูดอีกอย่างหนึ่ง พอต่อไปพูดอีกอย่างหนึ่ง แล้วพอมารวมแล้วไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม จนตัวเองก็เชื่อคำพูดตัวเองเพราะว่ามันไม่มีจุดยืนไง นี่พูดถึงว่าพระที่ไม่มีหลัก ถ้าพระไม่มีหลักก็พูดเหลวไหล

แต่พระที่มีหลักนะ ดูสิ เราจะยกหลวงตาประจำ ไปฟังเทศน์หลวงตานะ ไอ้หมูสองตัวนั้น กี่ร้อยรอบก็ไอ้หมูสองตัวนั้น แล้วก็พูดอย่างนั้นนะ พูดเมื่อไหร่ก็ไอ้หมูสองตัวนั้น เวลาท่านพูดตอนช่วงท้ายๆ ชีวิตท่านนะ ท่านจะพูดถึงไอ้หมูสองตัวนั้นบ่อยๆ เลย ไอ้หมูที่หนองผือ ที่ว่าเวลามันรังแกกัน มันแย่งอาหารกัน

แล้วหลวงปู่มั่นท่านก็พูดกับหลวงตา เพราะหลวงตาท่านเป็นพระอุปัฏฐาก จริงๆ แล้วท่านจะสอนหลวงตานั่นน่ะ ดูสิ แม้แต่หมูมันไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่เหมือนชาวนา ชาวนายังมีคราดมีไถ หมูมันมีแต่ปาก มันยังใช้ปากดุนๆ เพื่อจะหาอาหารของมันนะ มันไม่ต้องมีเครื่องมือเลย มันยังหาเลี้ยงชีพได้” ท่านพูดเป็นคติธรรมนะ ถ้าประสาเรา ท่านพูดเหน็บหลวงตา ว่าอย่างนั้นเถอะ หลวงตาเลยเอาเท้าไปแหย่มันไง

ทำไมไปทำมันล่ะ

อ้าวก็มันเก่งนัก ให้ท่านโดนเหน็บไง สุดท้ายนะ ท่านจะพูดถึงไอ้หมูสองตัว พูดประจำ แต่เราจะยกให้เห็นว่า พูดทีไรมันก็เหมือนเดิม เหมือนเดิม ไม่มีตัดไม่มีแต่ง ไม่มีพูดให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง คนที่มีศีลมีสัตย์เขาพูดแล้วตรงต่อธรรม มันตรงไปตรงมา ไม่มีลับลมคมใน คนที่มีสัตย์ เราหาครูบา-อาจารย์อย่างนี้ เราหาครูบาอาจารย์ที่พูดด้วยความสัตย์ พูดด้วยความจริง พูดด้วยคุณธรรม ถ้าหาอาจารย์อย่างนี้ แต่มันเป็นประสาเรามันก็หาได้ยาก

หลวงตาท่านบอกว่า แก้วแหวนเงินทองว่าหายากๆ ดูสิ มันมีอยู่เกลื่อนไปหมดเลย อยู่ตามนิ้วคน ตามคอคน แต่คนที่มีคุณธรรมหาจนตาย หายากกว่าแก้วแหวนเงินทอง” แก้วแหวนเงินทองเราไม่มี แต่แหวนในมือคนเยอะแยะ สร้อยในคอคนเยอะแยะไปหมด มันมีอยู่เกลื่อนไปหมด ทั้งๆ ที่ว่าของหายากมันก็ยังมีเยอะแยะไป แต่ครูบาอาจารย์หาจริงๆ หายาก

พูดถึงว่าเขาเคยเลือกแนวทางปฏิบัติไง แล้วปฏิบัติแล้วมันผิดพลาดมา เขาก็กลับมา ไอ้นี่กลับมาอย่างหนึ่ง ฉะนั้น มาสู่ที่คำถาม

แนวทางปฏิบัติก่อนหน้านี้ ผมปฏิบัติด้วยการรู้ทันความคิด (ดูจิตหลงก็รู้ มีสติรู้อยู่กับชีวิตประจำวัน บางครั้งทำความรู้สึกให้ตื่นตัวอยู่ตลอดคืน ทำบ่อยๆ ก็เกิดความรู้สึกรู้แปลกๆ รู้เห็นความคิดของคน ทักทายคนอื่นได้ แก้ไขปมในใจเขาได้ ทำไปไม่นานความรู้นี้ก็เสื่อม

เสื่อมสิ เสื่อมเพราะมันส่งออกไง ในการประพฤติปฏิบัติของเรา การประพฤติปฏิบัติของเรา เราหาหัวใจของเราไง ถ้าเราหาหัวใจของเราด้วยปัญญาอบรมสมาธิ การที่ใช้สติตามความคิดของตนไป พอตามความคิดของตนไป ถ้ามันมีสติขึ้นมา ความคิดด้วยปัญญามันก็จะเท่าทันความคิดที่เป็นสังขาร ความคิดที่เป็นสัญญาที่มันคิดขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ แต่เรามีสติมีปัญญา เขาเรียกปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เวลาปัญญาอบรมสมาธิพอมันหยุดนะ พอมันหยุดขึ้นมามันก็คิดใหม่ คิดใหม่เราก็ใช้ปัญญาต่อเนื่องไป หรือไม่เราก็กลับมาพุทโธ เพราะเราทำเพื่ออะไรล่ะ เพราะทำเพื่อให้จิตสงบไง เวลาเราทำ เราทำเพื่อตัวของเราไง แต่พอเวลาทำขึ้นไปแล้วมันไปรู้ไง ไปรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่น ถ้าไปรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่นนะ ถ้ามีครูบาอาจารย์อยู่นะ ท่านจะคอยยับยั้งเลย เพราะความรู้สึกของคนอื่นน่ะ

ดูสิ เวลาที่ว่าเราพูดบ่อย เพราะหลวงตาท่านเล่าให้ฟังว่าหลวงปู่ขาวใช่ไหม หลวงปู่ขาวหรือหลวงปู่แหวนที่จะไปคารวะหลวงปู่มั่น เอ๊ท่านหลวงปู่มั่นจะรู้ความคิดเราหรือเปล่า ท่านหลวงปู่มั่นจะรู้ความคิดเราหรือเปล่า” เวลาไปกราบท่าน ใจของตนล่ะไม่ดู จะให้คนอื่นมาดูใจของตน” ใจของตน ตนเองต้องดูสิ ตนเองต้องรักษาสิ ความคิดเรา เราให้เท่าทันความคิดเราสิ ไอ้นี่บอกความคิดเราคนอื่นจะรู้หรือเปล่าๆ ท่านยังคอยเตือนๆ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ท่านจะคอยเตือน

ไอ้นั่นมันเรื่องไร้สาระไอ้เรื่องที่ว่า ความคิดของคนอื่นเราจะไปรู้ รู้ไม่รู้ก็ความคิดของเขา ความทุกข์ในใจของเราสำคัญมากนะ ที่เรามาค้นคว้ามาค้นหากัน เราก็จะมาค้นหาหัวใจของเรา เราจะมาแก้ไขกิเลสในใจของเรา เราจะมาดับทุกข์ในใจของเราไง ในใจของคนอื่นจะไปดับทุกข์ให้เขา ใจของใครเร่าร้อน เที่ยวจะไปดับไฟในใจของเขา ไอ้ใจของตนปล่อยให้ไฟมันลุกโชนอยู่นั่นน่ะ ไอ้ไฟในใจของตนนั่นน่ะ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เขามาดับไฟในใจของตนก่อน พอดับในใจของตนก่อนแล้ว เห็นไหม เราดับแล้ว เราได้แล้ว วิธีการดับไฟนั้นน่ะถ้าใครมาปรึกษาเรา เราจะบอกวิธีการดับไฟให้คนอื่นเขาบ้าง เพราะอะไร เพราะเราดับไฟในใจเราได้แล้ว ในใจของเราเราดับไฟในใจของเราไม่ได้ เราเที่ยวไปบอกเขาให้ดับไฟในใจๆ ไปบอกเขา เราเองยังดับไม่ได้แล้วไปบอกเขาได้อย่างไร เพราะเราไม่รู้วิธี

นี่ก็เหมือนกัน ที่บอกว่า พอมันทำไปๆ แล้วไปรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่น

จะไปรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่น สาธุ มันก็เรื่องของเขา ถ้าเราหักห้ามใจของเราได้ เราไม่ส่งออก พอไม่ส่งออกมันก็ไม่เสียพลังงานออกไป เราส่งออกแล้วเสียพลังงานออกไป มันเป็นประโยชน์อะไร พูดถึงว่าคนที่ปฏิบัตินะ อันนี้มันก็อยู่ที่วุฒิภาวะ อยู่ที่พันธุกรรมของจิต ถ้าพันธุกรรมของจิตที่นักปฏิบัตินะ ดูสิ เวลาเราอยู่กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านจะให้ต่างคนต่างปฏิบัติ แล้วถ้าคุยกันทางโลก ท่านจะเอ็ดมาก

ฉะนั้น เวลาพระสมัยอยู่กับหลวงตานะ ถ้าเห็นท่านเดินมา แตกเลย วงแตกหมดนี่ล่ะ คือท่านไม่ให้สุมหัว การสุมหัวคือนินทากาเล แต่ถ้ามันเป็นธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การสนทนาธรรม การสนทนาธรรมมันก็สนทนากลางคืนก็ได้ สนทนากันตัวต่อตัวก็ได้ การสนทนาไม่ต้องมาสุมหัวกันอย่างนั้นหรอก การสุมหัวกันมันมีแต่นินทา ติรัจฉานวิชา วิชาเรื่องโลกๆ ไปอยู่ที่ไหนมาเห็นการกสิกรรม การทำอาชีพแล้วก็เที่ยวมาคุยอวดกันว่าที่นั่นเป็นอย่างนั้น ที่นี่เป็นอย่างนี้ ไอ้นั่นเป็นประสบการณ์ชีวิต มันเป็นความจริง เห็นไหม ท่านถึงไม่ให้สุมหัวคุยกันไง

นี่ก็เหมือนกัน เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัตินะ ต่างคนต่างอยู่ แล้วยิ่งใครรักษาอายตนะ รักษาหัวใจของตนได้ ท่านยิ่งชื่นชมคนนั้นไง เวลาการก้าว การเดิน การเหยียด การคู้ต้องมีสติสัมปชัญญะตลอด เวลาเขาทำ เขาทำกันอย่างนั้นไง พูดถึงวงกรรมฐาน ถ้าวงกรรมฐาน โดยพื้นฐาน โดยเบสิกเขาไม่ให้ยุ่งกับใครอยู่แล้ว

ในการปฏิบัติ ในความจำเป็นของโลก เราอยู่กับโลกใช่ไหม ถ้าคนทำหน้าที่การงาน เราก็คุยกันเรื่องงาน เวลาคุยกันเรื่องงาน เราปฏิสันถาร เราคุยกันแบบว่าไม่ให้คนเขามองว่าเป็นการเย่อหยิ่งเท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้วเวลาพูดไปแล้ว พอพูดจบแล้วมันก็มาวิตกวิจารณ์แล้ว ที่พูดไปนั่นมันถูกหรือมันผิด พูดไปแล้วดีหรือไม่ดี ไม่มีประโยชน์เลย มีแต่โทษ เวลาพูดก็ส่งออก พูดเสร็จแล้วก็ไปเก็บเอาอารมณ์มาบั่นทอนความมั่นคงของใจ มันมีอะไรเป็นประโยชน์ ไม่เห็นมีอะไรเป็นประโยชน์เลย

แต่ถ้ามันเป็นทางโลก เราอยู่กันทางโลก นั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ เรื่องหนึ่งหมายความว่าปฏิสันถาร เราก็ทักทายกันโดยที่ให้เราอยู่ในสังคมได้ แต่อยู่ในสังคมได้เราต้องมีสติด้วยใช่ไหม มีสติมีปัญญาเท่าทันเราว่าเราไม่ส่งออกไป ถ้ามันส่งออกไป เวลาเราปฏิบัติ เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ว่าการดูจิตๆ การดูจิตโดยที่มีสติปัญญาเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าปัญญาอบรมสมาธิมันรู้เท่าทันกิเลสไง ถ้ารู้เท่าทันกิเลส เห็นไหม ถ้ามันสงบมันก็สงบโดยมาพักใจ มาค้นหาหัวใจของตน แล้วก็ฝึกหัดให้มันมั่นคงขึ้น ฝึกหัดให้มันดีขึ้น

แล้วที่บอกว่า พอรู้ความคิดของคนอื่นแล้วไปแก้ไขปมในใจของเขา ทำไปไม่นานความรู้นี้ก็เสื่อมไป

มันเสื่อม โดยธรรมชาติของสมาธินี่ก็เหมือนกัน มันเจริญแล้วเสื่อมๆ เวลามันเจริญมันเจริญแสนยาก เวลามันเสื่อมแสนง่าย แต่เวลามันเจริญทำได้ยากมากกว่ามันจะเจริญ แล้วมันเสื่อมล่ะ ฉะนั้น คนเราเคยเจริญแล้วเสื่อมมันจะรักษาไง

หลวงตาท่านบอกว่า คนที่ไม่เคยทำสมาธิได้เลยก็ไม่รู้จักสมาธิ คนที่ทำสมาธิได้แล้วเสื่อมไป เหมือนเศรษฐีล้มละลาย คนที่ไม่เคยเป็นเศรษฐีนะเขาได้ห้าได้สิบ เขาหาเงินหาทองมา เขาก็พอใจในเงินทองของเขานะ แต่เศรษฐีล้มละลายได้มาห้าแสน ห้าล้าน มันยังไม่พอใจเลย เพราะมันเคยเป็นเศรษฐีมีเงินมหาศาล คนที่เป็นเศรษฐีแล้วล้มละลายเวลาจะหาเงินหาทองมาทุกข์ยากมาก

นี่ไง พอมันเสื่อมไปๆ เพราะคำว่า มันเสื่อมไป” ครูบา-อาจารย์ที่ท่านปฏิบัติท่านถึงห่วงตรงนี้ไง ท่านห่วงตรงนี้ถึงมีข้อวัตรปฏิบัติใช่ไหม ให้แยกกัน อย่าเข้าไปกวนกัน เพราะกวนกัน เพราะมันเจริญมันเจริญแสนยาก แต่เสื่อมโคตรง่ายเลย ไม่ต้องทำอะไรมันก็เสื่อม โดยธรรมชาติมันเสื่อมอยู่แล้ว

สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดจะคงที่ ดีคงที่ เว้นไว้แต่อกุปปธรรม โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ไม่มีวันเสื่อม คงที่ตายตัว แต่ถ้ามันยังไม่เป็นไป เจริญแล้วเสื่อมๆ เพราะเป็นอนิจจังทั้งนั้น โดยธรรมชาติมันเสื่อมในตัวมันเองอยู่แล้วๆ แต่ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ท่านถึงบอกว่าธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุใช่ไหม เราก็ฝึกหัดสติใช่ไหม ถ้าคนที่หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ก็อยู่กับพุทโธของเราไปเรื่อยไป การที่อยู่กับพุท อยู่กับโธ หายใจเรื่อยไปนั่นคือเหตุ เหตุคือรักษาใจให้มั่นคงขึ้น รักษาใจไม่ให้เสื่อม

ธรรมชาติมันจะเสื่อม แต่เรารักษาไว้ มันก็เสื่อม ต้องเสื่อมแน่นอน ถ้ามันไม่เสื่อม สมาธิไม่เสื่อมเลย สมาธิคงที่ สมาธิมันไม่ใช่วัตถุธาตุ สมาธิมันเกิดจากจิต เกิดจากการบริกรรม เกิดจากสติปัญญา โดยมันเป็นนามธรรม มันเจริญแล้วมันต้องเสื่อมแน่นอน

แต่เวลาครูบาอาจารย์ท่านฝึกหัดๆ จนมันมั่นคง จิตเอกัคคตารมณ์ จิตตั้งมั่น พอจิตตั้งมั่น ท่านฝึกหัดใช้ปัญญา ใช้ปัญญาขึ้นไปเป็นวิปัสสนา วิปัสสนาเพื่อรู้แจ้งในกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ให้รู้เท่าทันกิเลส ให้ฆ่ากิเลส ให้ทำลายกิเลส ถ้ามันทำลายแล้วเป็นอกุปปธรรม พอเป็นอกุปปธรรมมันจะไม่เสื่อม

มันมีไม่เสื่อม แต่ไม่เสื่อมมันเป็นวิบาก เป็นผลที่มันจะเกิดจากการภาวนาสิ้นสุดแล้ว มันถึงจะไม่เสื่อม เวลาก้าวเดินๆ มันเสื่อมทั้งนั้น ทีนี้พอมันเสื่อม ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยก็เป็นห่วงเป็นใยตอนที่มันเจริญแล้วเสื่อมนี่แหละ ทำให้เป็นก็เกือบเป็นเกือบตาย พอเป็นขึ้นมาแล้วปล่อยให้มันเสื่อมต่อหน้าต่อตา พอเสื่อมไปเขาถึงทุกข์ยากไง

ฉะนั้น กรณีนี้ถ้ามีครูบาอาจารย์นะ ครูบาอาจารย์ท่านจะคอยดูแลรักษา ถ้าครูบาอาจารย์คอยเตือน แล้วถ้าเตือนแล้วเขาไม่ฟัง มันก็กรรมของสัตว์ ถ้าใครไม่ฟัง ใครไม่เชื่อ มันก็ต้องให้ไปทุกข์ไปยากก่อน ต้องให้ไปเสื่อมก่อน ต้องให้ไปทุรนทุรายจนตาลาย แล้วก็วิ่งไปหาครูบาอาจารย์ ถ้ามันยังไม่ทุรนทุราย มันยังว่ามันเก่งอยู่ ต้องให้มันไปทุรนทุราย พอมันเสื่อมหมดแล้วมันจะเป็นอย่างนั้น นี่โดยข้อเท็จจริง ครูบาอาจารย์ท่านทำมาแล้วท่านจะรู้

ฉะนั้น บอกว่า ทีนี้ในปัจจุบันนี้ บอกปัจจุบันนี้ผมกลับมาที่พุทโธ” เข็ดไง ผมกลับมาพุทโธ เห็นชัดว่าใจมันไม่หวั่นไหวขึ้น” อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ แล้วอย่างที่ว่าถ้าเราไม่รู้เท่าทันกิเลส เวลาพุทโธเบาๆ แล้วมันจะพยายามกลมกลืนให้พุทโธหายไปไง การถ้าหายไปมันไม่ถึงที่สุด เหมือนคนทำงานยังไม่เสร็จ ถ้าคนทำงานไม่เสร็จ สิ่งที่บั้นปลายยังไม่เสร็จ งาน ดูสิ การก่อสร้างทุกๆ อย่าง เห็นไหม ไอ้ตกแต่งภายใน ไอ้ตกแต่งที่มันจะสำเร็จ ไอ้นั่นน่ะเป็นที่เราอยู่แล้วสุขสบายนะ โครงสร้างก็คือโครงสร้าง

นี่ก็เหมือนกัน พุทโธๆๆ ขึ้นมามันมีโครงสร้างขึ้นมา แต่มันยังไม่จบนะ ถ้าไม่จบ พุทโธชัดๆ ไป เวลาถ้ามันตกแต่งเสร็จแล้ว ทุกอย่างเสร็จแล้วนะ โอ้โฮมันจะมหัศจรรย์มาก พุทโธๆๆ จนมันพุทโธไม่ได้ โดยข้อเท็จจริง โดยสัจจะ โดยสัจจะเวลาพุทโธละเอียดจนพุทโธไม่ได้ มันพุทโธไม่ได้เพราะอะไรล่ะ พุทโธไม่ได้เพราะมันเป็นหนึ่งไง พุทโธไม่ได้เพราะมันไม่พาดพิงอารมณ์ไง

แต่ถ้ามันยังพาดพิงอารมณ์ได้ แต่เราไปตัดรอนมันเสียก่อน พุทโธๆๆ แล้วแกล้งลืม มันหายไป มันละเอียด” ไม่รู้เท่าทันกิเลส กิเลสมันก็หลอก มันละเอียด ละเอียดจนนึกไม่ได้เลย” นึกไม่ได้ เอ็งคิดได้อย่างไรล่ะ นึกไม่ได้ เอ็งคิดได้หรือ เอ็งคิดได้ เอ็งรู้ได้ มันนึกได้ทั้งนั้น แต่เอ็งไม่นึกเพราะอะไร เพราะไม่รู้เท่าทัน ไม่รู้เท่าทันกิเลส มันก็เลยเข้าไม่ถึงความละเอียดลึกซึ้งอันนั้นไง

ถ้ามันมีสติปัญญา พุทโธไปเรื่อยๆ พุทโธไป ห้ามทิ้งพุทโธเด็ดขาด มันจะระลึกได้หรือไม่ได้ เราพุทโธไว้ก่อน พุทโธไว้ก่อน พุทโธไว้ก่อน พุทโธจนมันพุทโธไม่ได้เลย แล้วมันจะมหัศจรรย์ โอ้โฮมันไม่ได้อย่างนี้เอง ไม่ได้แบบแจ่มแจ้ง ไม่ได้แบบโอ้โฮมันสว่างโพลง ไม่ได้แบบรู้ชัดเจน สักแต่ว่ารู้ละเอียดลึกซึ้งๆ คนเป็นถึงจะรู้ คนไม่เป็นนะ พอมาพูด ซักทีเดียวมันงงนะ เวลาเราครึ่งๆ กลางๆ ใช่ไหม จะมาอวดรู้ ไปหาอาจารย์ อาจารย์ แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ” โอ้โฮโม้ใหญ่เลย ไม่ใช่เพราะอาจารย์ท่านรู้อยู่แล้ว

นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างไร นี่พูดถึงว่าถ้ารู้เท่าทันกิเลสนะ มันจะได้ผลอย่างนี้ ถ้าได้ผลอย่างนี้ ไม่พ้นหรอก ปัญญาอบรมสมาธิหรือพุทธานุสติ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง พ้นจากนี้ไปไม่ได้ ถ้ามันพ้นจากนี้ไปนะ มันก็เหมือนทุกอย่างได้ฟรีมาสิ ลอยมาจากสวรรค์หรือ มรรคผลนิพพานมันลอยมาจากพระ-ไตรปิฎกใช่ไหม ออกมาพระไตรปิฎกวิ่งเข้าหัวใจเราเลยใช่ไหม มันไม่มีอยู่จริง มันต้องมีการขวนขวาย มันต้องมีการกระทำทั้งนั้น

ดวงใจไหนไม่มีเหตุ ดวงใจนั้นไม่มีผล ดวงใจไหนไม่มีมรรค ดวงใจนั้นไม่มีผล ไม่มีถ้ามันมีขึ้นมามันต้องมีอย่างนี้ มีด้วยการกระทำของเรา ถ้าทำของเราเป็นจริงขึ้นมามันก็เป็นจริงขึ้นมา กลับมาที่พุทโธ ถ้าพุทโธแล้วใช้ปัญญาอบรมสมาธิ แล้วฝึกหัด ถ้าจิตสงบแล้วจิตเห็นอาการของจิต เห็นความคิด เห็นรูป เห็นแสง เห็นต่างๆ อาการทั้งนั้น ถ้าจับได้พิจารณา นั่นน่ะจะเข้าสู่วิปัสสนา ถ้าวิปัสสนาไปมันจะเป็นผลกับการปฏิบัติ นี่พูดถึงถ้าการปฏิบัตินะ

การที่ผมไปทักหรือไปทักปมคนอื่นแล้วเขาบรรเทาทุกข์ได้ แต่เหมือนเวียนไปในโลก อยู่ในกระทะขนมครก

นี่เขาพูดไป อันนี้ควรจะวางอย่างไร ประสาเรานะ มันเป็นกรรมของสัตว์นะ คำว่า กรรมของสัตว์” เราเกิดร่วมโลกเดียวกัน ต่างคนต่างมีเวรกรรมมาทั้งนั้น แล้วถ้าต่างคนต่างมีเวรมีกรรมมาทั้งนั้น อย่างที่ครูบาอาจารย์ของเรา แล้วสมัยเราอยู่กับครูบาอาจารย์นะ ถ้าสิ่งใดที่มันแก้ไขได้ ท่านอยากจะแก้ไขทั้งนั้น แต่บางทีมันแก้ไขไม่ได้ แก้ไขไม่ได้เยอะมาก

เราอยู่กับหลวงตา เห็นเขาหามกันมาเลยนะ เป็นตาปะขาวอายุ ๗๐ ๘๐ เพราะทางอีสานเขาจะมีแบบว่าเป็นพวกหมอยา พวกนักปฏิบัติโดยเป็นฆราวาส เขาสำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์กันไง สุดท้ายแล้วมันหลุด หลุดหมายความว่าขาดสติ นั่งบ่นเพ้อไป คุยกับเทพเจ้าไปตลอด รู้แจ้งโลก เขาหามกันมาหาท่าน หามกันมานะ มาที่บนศาลา ศาลาเมื่อก่อนศาลาหลังเก่า มาถึงมาวางบนกลางศาลาเลย เราก็นั่งดูอยู่ว่าหลวงตาท่านจะแก้อย่างไร ท่านนั่งเฉย ท่านไม่พูดอะไรสักคำ สุดท้ายแล้วบอกให้เอากลับไป แล้วเอากลับ มันจะไปแก้ มันแก้ไม่ได้ มันหลงจนขนาดนั้นแล้ว

นี่พูดถึง เราอยู่กับครูบาอาจารย์มานะ ดูเวลาคนภาวนามาหลงผิดท่านจะแก้อย่างไรบ้าง เราอยู่ในวัด คนหลงผิด คนเข้าไปหาท่านหงายท้องมาทั้งนั้น แต่เวลาถ้ามันหลงผิดเพราะมันไปกระแสโลก มันไปตามนั้น เป็นตาปะขาว อายุ ๗๐ ๘๐ นะ หามกันมา เราเจอ ๒ ๓ คน ตอนที่เราอยู่นั่นน่ะ ท่านไม่มองแล้วไม่พูดเลย ญาติโยมก็หามกันมาแล้วก็วางไว้นั่น ท่านก็นั่งอยู่พักหนึ่ง ไอ้พวกญาติโยมก็มาคุยกัน พอท่านเสร็จแล้วท่านบอกเอากลับไปเถอะ แล้วก็ต้องเอากลับไป

นี่พูดถึง เห็นไหม พูดถึงว่า หลวงตาท่านเป็นพระอะไร แล้วญาติโยมที่เขาหามมาจนเหมือนมันหลุดแล้ว ก็คนบ้าดีๆ ว่าอย่างนั้นเถอะ เอามาวางไว้กลางศาลาเลย แล้วท่านก็บอกให้เอากลับไป นี่พระอรหันต์นะ แล้วผู้ถามเป็นใคร แล้วรู้เขาไปหมด แก้เขาไปหมด ตัวเองแก้ตัวเองได้หรือยัง ตัวเองแก้ตัวเองไม่ได้ใช่ไหม หน้าที่ของเราแก้ไขตัวเราก่อน ไอ้อย่างนั้นเราแก้เขาไม่ได้หรอก แหมเที่ยวไปรู้เขา ประสาเรา วัดเราใครเข้ามา ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องเราไล่กลับหมดล่ะ เวลาจะไล่กลับเราบอก เฮ้ยกูไม่อยากสีซอนะ คนกับควายคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก ควายต้องกลับไปกินหญ้า ไอ้ของเราจะกลับกุฏิ

อ้าวอยู่ดีๆ จับคนกับควายไปคุยกัน แต่ในสายตาของโลก พระกับโยมเหมือนคนกับคน แต่ในความรู้สึกเรา จิตใจเขามืดบอดเหมือนควาย เหมือนวัวเหมือนควายนะ ถ้าได้หญ้ามันชอบ พูดธรรมะให้มันฟังมันจะฟังไหม มันกระดิกหูหรือ มันไม่รับรู้หรอก เราไม่สนใจเลยนะ ถ้าคุยกันรู้เรื่อง เราคุย ถ้าพูดถึงมาเป็นประโยชน์เราเอา แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์นะ พูดตรงๆ อย่างนี้ เฮ้ยกูขี้เกียจสีซอว่ะ มึงน่ะควาย กลับไปเสีย เพราะไร้ประโยชน์ นี่พูดถึงมุมมองของเราไง

เขาถามข้อที่ ๒ ไง เที่ยวไปทักคนนู้นทักคนนี้ แล้วอันนี้ควรจะปฏิบัติอย่างไร

นี่คำถาม ปฏิบัติอย่างไรก็อย่างที่เราว่า ถ้า เห็นไหม คนตื่นตัวเขาต้องการคนช่วยเหลือ เราก็ช่วยเหลือเขาเท่าที่เราจะช่วยเหลือเขาได้ ช่วยเหลือเขาแล้ว เขาจะเอาไม่เอานั่นอีกเรื่องหนึ่งเลย ฉะนั้น ไม่อย่างนั้น ดูสิ พรหมวิหาร ๔ อุเบกขา เราช่วยเขาเต็มที่แล้ว บอกเขาเต็มที่แล้ว เขาจะทำก็เรื่องของเขา ถ้าเขาไม่ทำก็เรื่องของเขา เรื่องของเขา เพราะอะไร เพราะหัวใจคนแก้อย่างไร ดูสิ คนเจ็บไข้ได้ป่วย เวลาคนบ้าไปโรงพยาบาลเขาใช้ยาน็อกเลย คุมได้หมด สารเคมีมันคุมได้หมด ร่างกาย วัตถุนี่ แต่คุมหัวใจไม่ได้หรอก ถ้าหัวใจขึ้นมา เห็นไหม เขาทำอย่างไร ก็ต้องขุดไง ถ้าเขาขุดมันอีกเรื่องหนึ่ง เวลาเขารักษาคนบ้า

นี่ก็เหมือนกัน หัวใจมันไม่ฟังหรอก ไม่ฟังก็เรื่องของมัน ถ้าเรื่องของมันก็กรรมของสัตว์ ทำไมเราต้องไปแบกรับภาระ เราต้องไปเอาขี้มาไว้บนร่างกาย แล้วปล่อยให้มันไหลย้อยมาที่ร่างกายเรานี่หรือ เหมือนคนโง่ไง เวลาเขาไป เขาไปเจอขี้ แบกขี้มาก่อนเป็นปุ๋ย เวลาไปเจอเหล็ก คนหนึ่งเขาทิ้งขี้ไปเอาเหล็ก ไอ้นั่นยังแบกขี้ต่อไป สุดท้ายแล้วไอ้นี่ไปเจอเหล็กมันทิ้งเหล็กไปเอาเงิน จากแบกเงินไปเจอทอง ทิ้งเงินไปเอาทอง กลับบ้านมาเอาทองไปให้ครอบครัวเขา อีกคนหนึ่งนะ แบกขี้ไปตลอดทางเลย เพราะแบกมาไกลแล้ว แล้วพอเดินไปๆ ฝนมันตกไง พอฝนตก น้ำย้อยมา โอ้โฮไหลลงร่างกายนี้หมดเลย กลับไปถึงบ้านเอาขี้ไปฝากภรรยา ภรรยาไล่ออกจากบ้าน นี่เป็นบุคลาธิษฐานถึงทิฏฐิมานะของคน

ทิฏฐิมานะของคน คนที่แบกขี้มาๆ เขาไปเจอเหล็ก เขาก็ทิ้งขี้เอาเหล็ก พอแบกเหล็กไป เขาไปเจอเงิน เขาทิ้งเหล็กเอาเงิน พอเขาแบกเงินๆ ไป ไปเจอทองก็ทิ้งเงินไปเอาทอง กลับบ้านไปเขามีทองคำไปฝากภรรยาเขา ทิฏฐิมานะของคน แล้วเรารู้ได้อย่างไร พูดถึงเราจะไปแก้ไขเขาอย่างไร แก้ไขเขาอย่างไรไง ถ้ามันแก้ไขเขา ถ้ามันแก้ไขเขาได้ เหมือนคนแรกที่แบกขี้มา แล้วเขาแบกเหล็ก แบกเงิน แบกทองกลับบ้าน นี่ก็เหมือนกัน ทิฏฐิมานะของคนถ้ามีเหตุมีผล เขาก็ทิ้งของเขา เขาแก้ไขของเขา ถ้ามันแก้ไขได้อันนั้นก็เป็นประโยชน์ถ้าแก้ไขได้ แล้วใครแก้ไขได้ล่ะ ทิฏฐิของคน

กิเลสของคนน่ากลัวมาก กิเลสในใจของเขาหน้าไหว้หลังหลอก ต่อหน้าก็ทำศรัทธา ต่อหน้าก็ทำเชื่อถือ หลอกให้เราไปสอนเขา เสียเวลาทั้งเราทั้งเขา เขาขุดหลุมพรางให้ไปออเซาะฉอเลาะกับเขาอีกด้วย เราไม่สนเลย เรื่องนี้ไม่สนนะ ออเซาะฉอเลาะหรือ ไปซะ ไปไกลๆ ไร้สาระ มารยาสาไถย แต่ที่ทำอยู่นี่ทำอยู่นี่เพื่อสัตว์โลก ไร้สาระมากนะ ออเซาะฉอเลาะมันเป็นกิริยาที่แสดงออก มันรู้อยู่แล้ว พากันไปตายหมด ไม่มีใครเหลือหรอก

แต่คนต่างหลีกเร้น ต่างคนต่างแสวงหาข้อเท็จจริงของตน นั่นล่ะเป็นทางหลุดพ้น ทางของคนทางที่จะเอาตัวรอดได้ เขาอยู่ในธรรมในวินัยนั่น เขาอยู่ในที่สงัดสงบของเขา เขาดูแลรักษาใจของเขา นั่นแหละนักปราชญ์ นั่นแหละผู้ที่จะเอาตัวรอดได้ ไอ้ที่ออเซาะฉอเลาะ นั่นแหละตายกันไม่มีเหลือ ไม่มีเหลือหรอก เพราะอะไร เพราะมันยืนยันชัดๆ อยู่แล้ว ของมันชัดๆ อยู่แล้ว พูดถึงคำถามไง ฉะนั้น ว่าควรทำอย่างไร อธิบายไว้แล้วให้ไปพิจารณาเอาเอง

ฉะนั้น ข้อที่ ๓ แนวทางปฏิบัติเดิม ส่งมาเพื่อให้อาจารย์พิจารณาครับ เฉพาะชื่อในซีดีของเขา ผมยังรู้สึกแปลกๆ ข้อมูลเอกสารที่แนบมาด้วย

แนบมาด้วยเขาบอกว่าเขาเจอครูบาอาจารย์ที่ดี ไปปฏิบัติแล้ว แล้วเขียนมาครั้งแรก เขียนมา เราก็ไม่พูดถึง เพราะคิดว่ามันเป็นความเห็น ฉะนั้น เพียงแต่เราพูดเรื่องวินัย เรื่องวินัยว่าวินัยมันควรทำอย่างใด แล้วเขาก็เลยเอาข้อมูลมาให้ดู เดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่ลองเอามาดู แต่เอามาดูก็ไร้สาระนะ เพราะเราไม่ต้องการศึกษา เราไม่ต้องการข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น เราลูกศิษย์กรรมฐาน ลูกศิษย์กรรมฐาน เพราะว่าเวลาเราพูด เวลาเราประพฤติปฏิบัติเรื่องหนึ่งนะ

แล้วเวลาหลวงตาท่านพูดถึงประสบการณ์ของท่าน แล้วประสบการณ์ของเรา เราก็มีประสบการณ์ของเรา แต่เวลาประสบการณ์ของหลวงตาที่ท่านบอกว่าเวลาหลวงปู่มั่นท่านจะนิพพาน ตอนนั้นหลวงตาติดสมาธิ ๕ ปี หลวงปู่มั่นดึงหลวงตาออกจากการติดสมาธิมา ๕ ปี ท่านก็ทำความสงบของใจให้ลึกขึ้น มันก็เป็นมหาสติ มหาปัญญา เข้าไปจับอสุภะได้ แล้วท่านบอกว่าใช้ปัญญาๆ นั่นการใช้ปัญญาของท่าน ขณะใช้ปัญญาของท่านมหาศาลเลย พอใช้ปัญญาของท่านมหาศาล มันใช้ปัญญาไปมาก สมาธิมันเบาลง มันไม่มีกำลังพอ ก็ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง

บอกว่าให้ใช้ปัญญาๆ ตอนนี้ก็ใช้ปัญญาเต็มที่แล้ว ใช้ปัญญาจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย

นั่นแหละไอ้บ้าสังขารๆ

ถ้าไม่ใช้ปัญญาก็แก้กิเลสไม่ได้ไง เพราะมันติดสมาธิ สมาธิไม่มีประโยชน์อะไรไง

นั่นแหละไอ้บ้าสังขาร

ท่านต้องกลับไปพุทโธใหม่ พุทโธใหม่ แล้วพอหลวงปู่มั่นท่านใกล้จวนเจียนชีวิตแล้ว หลวงตาท่านก็กำลังภาวนาเต็มที่ ท่านก็ไปกราบหลวงปู่มั่นตลอด หลวงปู่มั่นเวลาท่านนอนอยู่ ไปกราบที่เท้า หลวงปู่มั่นจะขึ้นมาสั่งสอนแล้วให้ท่านปฏิบัติเต็มที่ แล้วหลวงปู่มั่นท่านก็จวนเจียนเต็มที พอจวนเจียนเต็มที ครูบา-อาจารย์เราคิดถึงน้ำใจของหลวงปู่มั่น ที่ท่านจวนเจียนคือท่านจะสิ้นชีวิตอยู่เร็วๆ นี้ แล้วหลวงตามหาบัวท่านก็พยายามขวนขวายเต็มที่ของท่าน มันละล้าละลังทั้งสองฝ่ายนะ ฉะนั้น หลวงปู่มั่นถึงได้สั่งไง เวลาท่านไปกราบท่านก็เห็นนะ ท่านเลยสั่งหลวงตาไว้ไง

อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธนะ ถ้าไม่ทิ้งผู้รู้ ไม่ทิ้งพุทโธจะไม่เสีย

เพราะติดสมาธิ ๕ ปี ท่านแก้ไขมาตลอดไง แล้วคนกำลังขวนขวาย กำลังเต็มที่อยู่ แล้วอาจารย์จะต้องนิพพานไป ท่านห่วงขนาดไหน เราคิดถึงหัวอกพ่อแม่กับลูกสิ คิดถึงหัวอกของครูบาอาจารย์กับลูกศิษย์สิ แล้วอาจารย์จะต้องนิพพานไป อาจารย์ใกล้จะเสียชีวิตเต็มที ไอ้ลูกศิษย์กำลังขวนขวายเต็มที่ๆ แต่คำสั่งคำเสียอย่างนี้มันถึงฝังใจเรามากไง อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ” เป็นคำสั่งเสียของหลวงปู่มั่น

อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ” เราเอาคำนี้มาอ้างเพราะอะไร เพราะมันกินใจเรามาก มันกินใจเราเพราะหลวงปู่มั่นท่านใกล้จะเสียชีวิต ใกล้จะเสียชีวิต ท่านเป็นพระอรหันต์นะ ท่านไม่วิกฤติในหัวใจเลย ท่านเสียชีวิตด้วยความสุขของท่าน วิมุตติสุข แต่ด้วยความห่วงหา ด้วยความเป็นห่วง เป็นห่วงลูกศิษย์ อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธนะ” เราคิดถึงน้ำใจไง เราคิดถึงน้ำใจ

เราคิดถึงโลก โลกที่เขาเป็นกรรมฐานจรวดดาวเทียม เรื่องของเขาไร้สาระ เราไม่ต้องการรับรู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องการรับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น แต่แต่เวลาคนที่เขาไปศึกษาเขามีความสงสัย เขาถามมา เขาถึงขอบคุณมา เห็นไหม ขอบพระคุณหลวงพ่อในการตอบคำถามครั้งที่ผ่านมาเรื่องพระวินัย” เรื่องพระวินัย เราพูดเรื่องพระวินัย พระวินัยคือวินัยขององค์สมเด็จ-พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เราพูดถึงพระวินัย เราพูดถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราพูดถึงศาสดาของเรา เราไม่ยุ่งกับใครทั้งสิ้น ไม่ยุ่ง แต่เมื่อก่อนที่เรายังยุ่งอยู่นั้นเพราะมันเป็นเรื่องกรรมฐาน เรื่องของครูบาอาจารย์ของเรา เห็นไหม

ฉะนั้น สิ่งที่เขาให้ข้อมูลมา เดี๋ยวถ้ามันเป็นประโยชน์ก็จะให้เขาไปดู ถ้าไม่เป็นประโยชน์ เราไม่ต้องศึกษา เราไม่รู้จะศึกษาไปทำไม เพราะศึกษาเรื่องนี้แล้วนะ เรื่องที่จะให้เราศึกษาอีกเยอะแยะเลย ถ้าศึกษาเรื่องนี้นะ เรื่องที่จะให้เราศึกษาอีกมหาศาล แล้วไปศึกษามันทำไม เสียงนกเสียงกา ไร้สาระ เสียงนกเสียงกา

แต่เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูดสิ อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ” เสียงของนักปราชญ์ เสียงของครูบาอาจารย์ที่ท่านมีคุณธรรมมีคุณค่ามาก เอวัง